Username:

Password:

Fargot Password? / Help
I. ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับความตกลง Trans-Pacific Partnership (TPP). Last updated: October 3, 2016.
0
  • 2559
  • 2558
II. ข้อมูลพื้นฐาน
0
  • TPP
  • ความเป็นมา
  • การเจรจา
  • สรุปสารัตถะ I
  • II
  • III
  • ผลกระทบต่อไทย
  • สินค้าอุตสาหกรรม
  • สินค้าเกษตรกรรม
  • ผลกระทบต่อสหรัฐฯ
ความเป็นมา
การเจรจาความตกลง Trans-Pacific Partnership (TPP) เป็นความตกลงที่ต่อยอดมาจากความตกลง Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement ระหว่าง 4 ประเทศสมาชิก ได้แก่ บรูไน ชิลี นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ หรือที่เรียกว่าความตกลง P4 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2549 ต่อมาในปี 2551 สหรัฐฯ ออสเตรเลีย เปรู และเวียดนาม ได้เข้าร่วมการเจรจา P4 และขยายกรอบการเจรจาออกมาเป็นความตกลง Trans-Pacific Partnership (TPP) ซึ่งปัจจุบันความตกลง TPP มีสมาชิกรวม 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น
Trans-Pacific Partnership
ขนาดเศรษฐกิจและมูลค่าทางการค้าของตลาด TPP
กลุ่มประเทศสมาชิก TPP มีมูลค่า GDP รวมประมาณ 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของ GDP โลก มีมูลค่าการค้ารวม 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดของโลก และเป็นตลาดที่มีมีจำนวนประชากรรวมกว่า 800 ล้านคน
ความสำคัญของความตกลง TPP
ความตกลง TPP ถือเป็นต้นแบบความตกลงเขตการค้าเสรีภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มี “เนื้อหาครอบคลุมและมีมาตรฐานสูง” มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเสรีการค้าในสินค้าและบริการเกือบทุกประเภท และยกระดับมาตรฐานการค้าในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยคุณลักษณะ 5 ประการ ซึ่งทำให้ความตกลง TPP เป็นต้นแบบของการเปิดเสรีในเศรษฐกิจยุคใหม่ในทศวรรษที่ 21 ที่มีมาตรฐานสูง ได้แก่
Comprehensive Market Access: ความตกลงฯ ยกเลิกหรือลดภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีในทุกสาขาทั้งสินค้าและบริการ รวมถึงลดมาตรการกีดกันด้านการลงทุนและธุรกิจบริการ เพื่อสร้างโอกาสและแสวงหาผลประโยชน์ให้กับนักธุรกิจ แรงงาน และผู้บริโภค
Regional Approach to Commitment: ความตกลงฯ ส่งเสริมและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการผลิตที่ครอบคลุมภาคีทุกประเทศให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างการจ้างงาน ยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความสอดคล้องของกฎระเบียบการค้าในภูมิภาค
Addressing New Trade Challenges: ความตกลงฯ สนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการแข่งขันเสรี ตลอดจนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจดิจิตอล และบทบาทของรัฐวิสาหกิจในเศรษฐกิจโลก
Inclusive Trade: ความตกลงฯ มุ่งหวังให้ประเทศภาคีในภูมิภาคที่มีขนาดและระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากความตกลงฯ อย่างเท่าเทียมและเต็มที่ ผ่านการสร้างศักยภาพธุรกิจ SMEs ตลอดจนการพัฒนาและสร้างศักยภาพทางการค้า
Platform to Regional Integration: ความตกลงฯ ถือเป็นต้นแบบการรวมกลุ่มเศรษฐกิจภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขยายตัวของประเทศภาคีในภูมิภาคในอนาคต
การส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคีความตกลง TPP
Trans-Pacific Partnership Overview
การเจรจา
Trans-Pacific Partnership
ประเด็นที่น่าสนใจจากการเจรจา
• ข้อบทการระงับข้อพิพาทระหว่างผู้ลงทุนกับภาครัฐ (Investor-State Dispute Settlement: ISDS) ความตกลงฯ ได้อนุญาตให้ประเทศภาคีไม่ต้องนำเรื่องมาตรการควบคุมยาสูบ เข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาท ซึ่งขัดกับสิ่งที่รัฐสภาสหรัฐฯต้องการเห็น จึงเป็นประเด็นที่รัฐบาลสหรัฐฯจะต้องชี้แจงทำความเข้าใจให้สภาคองเกรส ยอมรับในโอกาสต่อไป
• การแทรกแซงค่าเงิน (Currency Manipulation) ความตกลงฯ กำหนดให้มีการเจรจาหัวข้อการแทรกแซงค่าเงินเป็น Side Agreement ระหว่างประเทศภาคี TPP ในช่วงต่อไปหลังจากนี้ โดยจะมีลักษณะเป็น Non-binding Commitment ที่จะครอบคลุมถึงมาตรการด้านเศรษฐกิจมหภาคที่จะกระทบต่อค่าเงินด้วย
• การจัดสรรโควตาน้ำตาล ออสเตรเลียสามารถเจรจาให้สหรัฐฯยอมรับการให้โควตาน้ำตาล 65,000 ตันต่อปี และขยายสู่เพดาน 400,000 ตัน ภายในระยะเวลา 2 ปี
• การเปิดตลาดยานยนต์ระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่น สหรัฐฯ ตกลงลดภาษีนำเข้ารถยนต์โดยสารทั้งหมดลงภายใน 25 ปี (อัตราภาษีนำเข้าปัจจุบันร้อยละ 2.5) และ 30 ปี สำหรับรถกระบะ (อัตราภาษีนำเข้าปัจจุบันร้อยละ 25) โดยกำหนดค่า local content ไว้ที่ร้อยละ 45 ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะปรับลดภาษีเป็นร้อยละ 0 สำหรับร้อยละ 80 ของสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่นทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้
• การผูกขาดข้อมูลยาชีวภาพ (data exclusivity for biologic drugs) ความตกลงฯ กำหนดระยะเวลาการควบคุมการผูกขาดข้อมูล 5-8 ปี ซึ่งสมาคม PhRMA และ BIO ซึ่งเป็นสมาคมผู้ผลิตยาและสินค้าเภสัชกรรมรายใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงท่าทีผิดหวัง โดยต้องการให้ความตกลงฯ คุ้มครองเป็นระยะ 12 ปีเทียบเท่ากับกฎหมายภายในของสหรัฐฯ
การดำเนินการในขั้นตอนต่อไป (กระบวนการภายในสหรัฐฯ)
ถึงแม้ว่าการเจรจาจะได้ข้อสรุปแล้วแต่ USTR ยังคงต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการขัดเกลาสารัตถะของความตกลงฯ ในขั้นตอนสุดท้าย กฎหมายภายในสหรัฐฯ กำหนดให้ประธานาธิบดีจะต้องแจ้งสภาคองเกรสล่วงหน้า 90 วันถึงเจตนาที่จะลงนามในความตกลงฯ และ USTR จะต้องเผยแพร่สารัตถะของความตกลงฯ ต่อสาธารณะล่วงหน้า 60 วันก่อนประธานาธิบดีลงนาม ดังนั้น USTR จึงน่าจะเผยแพร่ความตกลงฯ บนเว็ปไซท์ USTR ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคมของปีนี้ ทั้งนี้ ระยะเวลาการบังคับใช้มีความเป็นไปได้ที่จะล่าช้าออกไปจนถึงปี 2560 เนื่องจากในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งทำให้น่าจะเป็นไปได้ยากที่ร่างกฎหมายบังคับใช้ความตกลงฯ จะผ่านการพิจารณาจากสภา คองเกรสในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากในทางปฏิบัติสภาคองเกรสจะมุ่งความสนใจแทบทั้งหมดไปให้กับการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นกระบวนการต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2559
สรุปสารัตถะ
Trans-Pacific Partnership Issues
ปฐมบทและคำจำกัดความทั่วไป (Initial Provision and General Definition)
ประเทศภาคีหลายประเทศได้มีความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกันอยู่ก่อน ข้อบทนี้จะรับรองว่า ความตกลง TPP จะสามารถบังคับใช้ไปพร้อมกับความตกลงการค้าระหว่างประเทศฉบับอื่นๆ ได้แก่ ความตกลงในกรอบองค์การการค้าโลกความตกลงทวิภาคี พหุภาคีและความตกลงในกรอบภูมิภาคของประเทศภาคีตลอดจนก าหนดนิยามค าจ ากัดความทั่วไปภายใต้ความตกลงฯ
การค้าสินค้า (Trade in Goods)
ประเทศภาคีตกลงจะยกเลิกหรือลดภาษีและมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษีในสินค้าอุตสาหกรรม และจะยกเลิกหรือลดภาษีและมาตรการกีดกันอื่นๆ ในสินค้าเกษตรกรรม โดยคาดว่าจะเพิ่มมูลค่าการค้าตลอดจนช่วยสร้างและยกระดับการจ้างงานภายในประเทศภาคีซึ่งมีประชากรกว่า 800 ล้านคน การยกเลิกภาษีสินค้าอุตสาหกรรมโดยส่วนใหญ่มีผลบังคับใช้ทันที ในขณะที่บางสินค้ามีระยะเวลาทยอยลดภาษีที่ล่าช้าออกไปตามที่ประเทศภาคีได้ตกลงกันไว้ ความตกลงกำหนดให้ประเทศภาคีจะต้องเผยแพร่รายละเอียดข้อมูลตารางการลดภาษีในทุกสินค้าสู่สาธารณะเพื่อให้ธุรกิจทุกประเภทสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียมและสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ ให้ได้มากที่สุด หากประเทศภาคีกำหนดให้สินค้าบางประเภทต้องได้รับใบอนุญาตก่อนการนำเข้าหรือส่งออกจะต้องแจ้งประเทศภาคีอื่นๆ ให้ทราบเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและอำนวยความสะดวกทางการค้าในภูมิภาค

สำหรับการเปิดตลาดสินค้าเกษตรซึ่งส่งผลให้เพิ่มมูลค่าการค้าและความมั่นคงทางอาหาร ประเทศภาคีตกลงที่จะสนับสนุนการปฏิรูปนโยบาย ได้แก่ การยกเลิกการอุดหนุนการส่งออกสินค้าเกษตร ร่วมมือกันในกรอบองค์การการค้าโลกเพื่อพัฒนาแนวปฏิบัติเรื่องการส่งออกสินค้าเกษตร เครดิตการส่งออก และกำหนดมาตรการเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค นอกจากนี้ ประเทศภาคีตกลงที่จะเพิ่มความโปร่งใสและความร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร
สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย (Textile and Apparel)
ประเทศภาคีตกลงที่ยกเลิกภาษีในสินค้าสิ่งทอและเครื่องแต่งกายโดยส่วนใหญ่ทันที สำหรับสินค้าอ่อนไหวบางประเภทจะทยอยลดภาษีในระยะเวลาล่าช้าออกไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ ข้อบทนี้รวมถึงการกำหนดให้ใช้วัตถุดิบการผลิตเส้นด้ายและผ้าผืนจากภายในกลุ่มภาคี (Yarn Forward Rule of Origin) ซึ่งจะสนับสนุนการเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและการลงทุนภายในภูมิภาค ซึ่งจะใช้รวมกับกลไกรายการวัตถุดิบขาดแคลน (Short Supply List) ซึ่งจะอนุญาตให้ใช้วัตถุดิบการผลิตจากประเทศนอกกลุ่มภาคีได้หากอยู่ภายใต้รายการดังกล่าว ตลอดจนความร่วมมือทางศุลกากรและการบังคับใช้ตรวจสอบเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี การลักลอบขนถ่ายสินค้าและการ ฉ้อฉล รวมถึงการกำหนดมาตรการปกป้องพิเศษสำหรับสินค้าสิ่งทอกรณีการนำเข้าที่สูงผิดปกติ
กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)
ประเทศภาคีได้ตกลงที่จะใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าฉบับเดียว (single set of rules of origin) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวในสินค้าแต่ละประเภท โดยในภาพรวม ความตกลงฯ อนุญาตให้ประเทศภาคีใช้หลักการสะสม (accumulation) สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตที่มาจากกลุ่มภาคีทั้งหมด ข้อบทกำหนดกฎระเบียบที่เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจของทั้งผู้ส่งออกและผู้นำเข้าในกลุ่มภาคี รวมถึงกำหนดหน่วยงานของกลุ่มภาคีที่มีหน้าที่รับผิดชอบสร้างระบบรับรอง ตลอดจนกำหนดขั้นตอนการตรวจสอบและบังคับใช้
การบริหารจัดการทางศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Customs Administration and Trade Facilitation)
ประเทศภาคีตกลงกำหนดกฎระเบียบที่จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการทางศุลกากร และปฏิรูปการบริหารจัดการทางศุลกากรให้ยึดมั่นความซื่อสัตย์ ซึ่งสอดคล้องกับความตกลงขององค์การการค้าโลกที่มีอยู่ ตกลงกำหนดกฎระเบียบเรื่องความโปร่งใส ได้แก่ การเผยแพร่กฎระเบียบทางศุลกากรต่อสาธารณะ การตรวจสอบและปล่อยสินค้า/หลักประกันโดยไม่ชักช้าหากไม่จำเป็น ตกลงที่จะพัฒนากระบวนการประเมินมูลค่าทางศุลกากรให้สอดคล้องภายในภูมิภาคเพื่อสามารถทำการค้าอย่างคาดการณ์ได้ กำหนดให้การคำนวณและการจัดเก็บค่าปรับทางศุลกากรเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม กำหนดให้มีกระบวนการทางศุลกากรพิเศษสำหรับการขนส่งเร่งด่วน ตลอดจนตกลงที่จะให้ความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกลุ่มภาคีเมื่อได้รับการร้องขอ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีและการลักลอบขนถ่ายสินค้า
มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS)
ประเทศภาคีตกลงที่จะเน้นความโปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยใช้ความตกลง SPS ขององค์การการค้าโลกเป็นแบบอย่าง กำหนดให้กระบวนการออกกฎระเบียบมาตรการทาง SPS ใหม่ๆ จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎระเบียบก่อนการบังคับใช้ กำหนดให้การกำหนดมาตรการ SPS จะต้องมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการนำเข้าสินค้านั้นๆ และควรเร่งตรวจสอบสินค้าโดยไม่ชักช้า กำหนดให้การกำหนดมาตรการฉุกเฉินที่จำเป็นเพื่อปกป้องคน สัตว์ และพืชสามารถกระทำได้หากแจ้งต่อกลุ่มภาคีอื่น ประเทศที่กำหนดมาตรการฉุกเฉินจะต้องทำรายงานชี้แจงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่รองรับการตัดสินใจกำหนดมาตรการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนและพร้อมที่จะเผยแพร่ให้กับประเทศภาคีอื่นหากได้รับการร้องขอ เพิ่มความร่วมมือเรื่องการแลกเปลี่ยนข้อมูลในระหว่างกลุ่มภาคี โดยเฉพาะเรื่องการเทียบเคียงและความสอดคล้องของกฎระเบียบภายในภูมิภาค นอกจากนี้ ความตกลงฯ ได้จัดตั้งกลไกหารือระหว่างรัฐบาลของประเทศภาคีเพื่อให้สามารถยุติข้อพิพาท SPS ได้อย่างรวดเร็ว
การกีดกันทางเทคนิค (Technical Barriers to Trade: TBT)
ประเทศภาคีตกลงที่จะเน้นความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติในการกำหนดกฎระเบียบทางเทคนิค มาตรฐานและการประเมินตรวจสอบ เพิ่มความร่วมมือเพื่อรับรองว่ามาตการ TBT มีความสอดคล้องและไม่เป็นการกีดกันการค้าโดยไม่จำเป็น กำหนดกฎระเบียบที่จะอำนวยความสะดวกโดยให้ยอมรับผลการประเมินตรวจสอบจากหน่วยงานลักษณะเดียวกันจากประเทศภาคีอื่นๆ ได้ จะต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างกฎระเบียบก่อนการบังคับใช้ กำหนดระยะเวลาในแต่ละช่วงให้เหมาะสม ตั้งแต่การร่างกฎระเบียบ การประกาศ และการบังคับใช้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาอย่างพอเพียงในการปรับเปลี่ยนการผลิตให้สอดคล้องกับกฎระเบียบใหม่ๆ นอกจากนี้ ความตกลงฯ ได้กำหนดภาคผนวกที่กำหนดแนวทางการกำหนดมาตรการ TBT ในภาพรวมเพื่อให้มีความสอดคล้องภายในภูมิภาค ได้แก่ เครื่องสำอาง อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยาและเภสัชกรรม ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งปรุงแต่งอาหารและสูตรอาหารสำเร็จรูป และสินค้าเกษตรกรรมออร์แกนิค
การเยียวยาทางการค้า (Trade Remedies)
ความตกลงฯ สนับสนุนความโปร่งใสและให้เป็นไปตามขั้นตอนตามแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด กำหนดให้มีกลไกป้องกันในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional safeguard mechanism) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศภาคีสามารถใช้กลไกดังกล่าวได้ชั่วคราว หากภายหลังการเริ่มบังคับใช้ความตกลงฯ ในระยะแรกส่งผลกระทบต่ออย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมในประเทศ โดยกำหนดให้มีระยะเวลาบังคับใช้ไม่เกิน 2 ปี ต่ออายุได้ 1 ปี โดยหากบังคับใช้เกิน 1 ปี จะต้องเป็นมาตรการที่เปิดเสรีอย่างก้าวหน้า (progressively liberalized) ประเทศภาคีที่ใช้มาตรการดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การแจ้งและการหารือประเทศภาคีอื่นๆตามที่ได้กำหนด ความตกลงฯ กำหนดให้ประเทศที่ประกาศใช้กลไกดังกล่าวจะต้องตกลงร่วมกันกับประเทศคู่กรณีให้มีการชดเชยอย่างเหมาะสม (mutually agreed compensation) ประเทศภาคีไม่สามารถใช้มาตรการดังกล่าวในสินค้าที่กำหนดโควตา (tariff rate quota) และจะต้องไม่ซ้ำซ้อนกับมาตรการปกป้องขององค์การการค้าโลกที่มีอยู่ก่อน
การลงทุน (Investment)
ความตกลงฯ กำหนดให้ประเทศภาคีดำเนินนโยบายด้านการลงทุนแบบไม่เลือกปฏิบัติ ได้แก่ หลักปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ หลักปฏิบัติอย่างชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง และหลักปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ห้ามการเวนคืนทรัพย์สินยกเว้นเพื่อผลประโยชน์สาธารณะ โดยต้องเป็นไปตามขั้นตอนและมีการชดเชยอย่างเหมาะสม ห้ามกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่างๆ (performance requirement) เช่นการบังคับให้ใช้วัตถุดิบหรือเทคโนโลยีจากท้องถิ่นในการผลิต กำหนดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนสำหรับการลงทุนอย่างเสรี โดยให้เป็นไปตามข้อยกเว้นภายใต้ความตกลงฯ เพื่อให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นอย่างเหมาะสมในการบริหารเงินไหลเข้าออกของประเทศ รวมถึงการกำหนดมาตรการป้องกันชั่วคราว เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนสำหรับการลงทุนในกรณีที่เกิดวิกฤติในบัญชีเดินสะพัดหรือความเสี่ยงทางการคลังซึ่งส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และการให้อิสระในการแต่งตั้งตำแหน่งเจ้าหน้าบริหารอาวุโสจากทุกเชื้อชาติ

ประเทศภาคีใช้หลัก negative list สำหรับการลงทุน ดังนั้น การลงทุนในประเทศภาคีทั้งหมดจะเปิดเสรียกเว้นตามที่ระบุไว้ในภาคผนวกของแต่ละประเทศ ซึ่งจะแบ่งเป็นสองหมวดได้แก่ หมวดการลงทุนที่แต่ละประเทศยืนยันว่าจะไม่เพิ่มความเข้มงวดด้านการลงทุนและจะพยายามเปิดเสรีในอนาคต และหมวดการลงทุนอ่อนไหวที่ขอสงวนสิทธิในการกำหนดมาตรการและนโยบายที่เกี่ยวข้องไว้

ความตกลงฯ ยังได้กำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทการลงทุนที่เป็นกลางและโปร่งใส ซึ่งรวมถึงข้อพิพาทฯ ที่เกี่ยวเนื่องกับการป้องกันสุขภาพ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม โดยมีการกำหนดขั้นตอนต่างๆ อย่างชัดเจนเพื่อรับรองความโปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งอนุญาตให้ภาคเอกชนฟ้องภาครัฐในกระบวนการระงับข้อพิพาทได้ (ISDS) ยกเว้นกรณีที่เกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมยาสูบและผลิตภัณฑ์
ธุรกิจบริการข้ามแดน (Cross Border Trade Services)
ความตกลงฯ ได้ห้ามการกำหนด quantitative restrictions ของการให้บริการ อาทิ การจำกัดจำนวน ซัพพลายเออร์ จำนวนธุรกรรมการค้า การกำหนดให้มีการร่วมทุนหรือกำหนดให้ใช้ซัพพลายเออร์ท้องถิ่น ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึงประเทศภาคีไม่สามารถกำหนดให้ซัพพลายเออร์จากประเทศภาคีอื่นจะต้องจัดตั้งธุรกิจ หรือร่วมทุนกับธุรกิจภายในประเทศก่อนจึงจะมีสิทธิเสนอขายบริการ โดยประเทศภาคีใช้หลักการ negative list ในเรื่องนี้ ดังนั้น ธุรกิจบริการข้ามแดนในประเทศภาคีทั้งหมดจะเปิดเสรียกเว้นตามที่ระบุไว้ในภาคผนวกของแต่ละประเทศ ซึ่งถูกแบ่งเป็นสองหมวดเช่นเดียวกันกับข้อบทการลงทุน

ความตกลงฯ เน้นความโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ ความตกลงฯ กำหนดให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เกี่ยวข้องอย่างเสรี และมีภาคผนวกที่สนับสนุนความร่วมมือเรื่องการออกใบอนุญาตและการรับรองระหว่างกัน รวมถึงความสอดคล้องของกฎระเบียบและธุรกิจขนส่งเร่งด่วน
ธุรกิจบริการการเงิน (Financial Services)
สาระสำคัญได้แก่ การปฏิบัติตามหลักเกณฑ์สากล ได้แก่ หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ หลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ยิ่ง การเข้าถึงตลาดและการลงทุน ห้ามกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ให้บริการทางการเงินจะต้องเปิดสาขาในประเทศนั้นๆ ในการอนุญาตให้ดำเนินธุรกิจการเงิน ประเทศภาคีสามารถให้บริการทางการเงินใหม่ๆ ได้เช่นเดียวกับผู้ให้บริการท้องถิ่นที่ได้รับการอนุญาต

ข้อยกเว้นสำหรับธุรกิจบริการการเงินกำหนดอยู่ในภาคผนวก ซึ่งจะแบ่งเป็นสองหมวดเช่นเดียวกับข้อบทเรื่องการลงทุน ประเทศภาคีตกลงที่จะกำหนดกฎระเบียบในการเร่งรัดกระบวนการให้บริการด้านประกันแก่ผู้ประกอบการที่มีใบอนุญาตอย่างมีประสิทธิภาพ ความตกลงฯ มีข้อกำหนดเฉพาะในเรื่อง การบริการจัดการสินทรัพย์ การให้บริการบัตรเครดิต และการเคลื่อนย้ายข้อมูลทางการเงิน สำหรับกลไกระงับข้อพิพาท กำหนดให้ใช้กระบวนการอนุญาโตตุลาการที่เป็นกลางและโปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ประเทศภาคีตกลงที่จะสงวนสิทธิในการกำหนดนโยบายกำกับดูแลธุรกิจบริการการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างเสถียรภาพในระบบการเงิน
การอนุญาตเข้าเมืองชั่วคราว (Temporary Entry for Business Person)
สาระสำคัญได้แก่ หน่วยงานที่รับผิดชอบการอนุญาตเข้าเมืองของประเทศภาคีจะต้องเผยแพร่กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการอนุญาตเข้าเมืองชั่วคราวสำหรับนักธุรกิจ และควรเผยแพร่และดำเนินการผ่านระบบอินเตอร์เน็ทหากเป็นไปได้ กำหนดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม มีการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ประเทศภาคีตกลงที่จะให้ความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ อำนวยความสะดวกในกระบวนการตรวจลงตราชั่วคราว ทั้งนี้ ประเทศภาคีเกือบทั้งหมดตกลงร่วมกันที่จะอนุญาตการเข้าเมืองของนักธุรกิจระหว่างกันโดยได้กำหนดเงื่อนไขไว้ในภาคผนวก
โทรคมนาคม (Telecommunications)
ประเทศภาคีสนับสนุนให้แต่ละประเทศมีโครงข่ายโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการด้านการให้บริการ ซึ่งครอบคลุมถึงการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือ โดยผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมในแต่ละพื้นที่จะต้องให้บริการด้านการเชื่อมโยงระหว่างกัน ความตกลงฯ กำหนดให้การเช่า leased circuit services การใช้พื้นที่ร่วมกัน (co-location) การใช้เสาส่งสัญญาณและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ มีเงื่อนไขที่สมเหตุสมผล ความตกลงฯ กำหนดให้การออกใบอนุญาตหรือการออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติหรือเจาะจงเฉพาะเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่ง การจัดสรรคลื่นความถี่ หมายเลข และสิทธิในโครงข่ายและทรัพยากรด้านโทรคมนาคมอื่นๆที่มีจำกัด จะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและไม่เลือกปฏิบัติ ประเทศภาคีเล็งเห็นถึงความสำคัญในการพึ่งพากลไกตลาดและการเจรจาต่อรองโดยตกลงที่จะสนับสนุนการแข่งขันเสรีในการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างประเทศ
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Commerce)
ในภาพรวม ประเทศภาคีสนับสนุนการเคลื่อนย้ายข้อมูลอย่างเสรีเพื่อขับเคลื่อนอินเตอร์เน็ทและเศรษฐกิจดิจิตอล เว้นแต่การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือนโยบายอื่นของภาครัฐ ห้ามไม่ให้ประเทศภาคีกำหนดให้ผู้ให้บริการต้องสร้างศูนย์เก็บข้อมูลในประเทศหรือการเข้าถึง source code of software เป็นเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศ ห้ามการคำนวณภาษีศุลกากรในการเคลื่อนย้ายข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ห้ามเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจท้องถิ่นโดยการเลือกปฏิบัติหรือการ block ข้อมูล ตกลงที่จะบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคผ่านระบบออนไลน์ และให้การคุ้มครองข้อมูลผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ตกลงที่จะมีมาตรการกำกับดูแลการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์ สนับสนุนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อลดการใช้กระดาษ เช่น การใช้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาระบบและกฎหมายที่รองรับการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ในธุรกรรมเชิงพาณิชย์ ประเทศภาคีตกลงที่จะร่วมมือกันเพื่อช่วย SMEs ใช้ประโยชน์จากพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และให้ความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การคุ้มครองข้อมูลออนไลน์ ตลอดจนความมั่นคงทางไซเบอร์
การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement)
ประเทศภาคีต้องการที่จะมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของประเทศภาคีอื่นอย่างโปร่งใส คาดการณ์ได้และไม่เลือกปฏิบัติ ประเทศภาคีตกลงที่จะใช้หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ตกลงที่จะเผยแพร่ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศภาคีอื่นมีระยะเวลาอย่างเพียงพอในการเตรียมตัวยื่นประมูลโครงการ จะต้องปฏิบัติต่อผู้ยื่นประมูลอย่างเป็นธรรมและถือข้อมูลเป็นความลับ ตกลงที่จะใช้ข้อกำหนดและกระบวนการในการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ และมีการตัดสินที่สมเหตุสมผล ตลอดจนจัดตั้งระบบให้สามารถทบทวนการตัดสินเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ความตกลงฯ จัดทำโดยใช้ positive list ซึ่งมีรายละเอียดในภาคผนวก
นโยบายการแข่งขัน (Competition Policy)
ประเทศภาคีตกลงที่จะบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันที่กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ตกลงที่จะจัดตั้งหรือกำกับดูแลหน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่รับผิดชอบกฎหมายดังกล่าวอย่างเข้มงวด ประเทศภาคีตกลงที่จะให้ความร่วมมือในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนนโยบายการแข่งขัน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการหารือ การฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม และมีขั้นตอนชัดเจน ข้อบทนี้ไม่อยู่ภายใต้กลไกระงับข้อพิพาท แต่ประเทศภาคีสามารถหารือข้อห่วงกังวลระหว่างกันได้
รัฐวิสาหกิจ (State Own Enterprises (SOEs) and Designated Monopolies)
ประเทศภาคีเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการกำหนดกรอบแนวทางสำหรับการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ความตกลงฯ ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่เชิงพาณิชย์ ความตกลงฯ ที่จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจต้องตัดสินใจดำเนินธุรกิจโดยใช้เหตุผลความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ เว้นแต่จะขัดต่อภารกิจหลักของรัฐวิสาหกิจในการให้บริการประชาชน รัฐวิสาหกิจจะต้องไม่เลือกปฏิบัติต่อธุรกิจ สินค้าและบริการจากประเทศภาคีอื่น ประเทศภาคีตกลงยินยอมให้ศาลมีอำนาจตัดสินเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจของประเทศภาคีอื่นในเขตอาณาอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ประเทศภาคีตกลงที่จะไม่ให้ความช่วยเหลือรัฐวิสาหกิจของตนเป็นพิเศษซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของประเทศภาคีอื่น ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนรายชื่อรัฐวิสาหกิจให้กับประเทศภาคีอื่นตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิความเป็นเจ้าของของภาครัฐและการให้ความช่วยเหลือจากภาครัฐที่รัฐวิสาหกิจได้รับเมื่อประเทศภาคีอื่นร้องขอ ภาคผนวกจะกำหนดข้อยกเว้นต่างๆ ในกรณีที่เกิดภาวะฉุกเฉินในเศรษฐกิจของประเทศหรือเศรษฐกิจโลก และข้อยกเว้นรายประเทศ
ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)
ข้อบทนี้จะครอบคลุมถึงสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ การออกแบบอุตสาหกรรม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ความลับทางการค้า และทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบอื่นๆ และการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว รวมถึงความร่วมมือระหว่างกัน ตลอดจนเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในการค้นหาและจดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดย่อม

ความตกลงฯ กำหนดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิบัตร โดยมีต้นแบบจากความตกลง TRIPS Agreement ขององค์การการค้าโลก และจากแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของนานาชาติ สำหรับเครื่องหมายการค้า ความตกลงฯ กำหนดให้คุ้มครองชื่อเครื่องหมายการค้าพร้อมทั้งตราสัญลักษณ์ที่ใช้ การคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ใหม่ๆ จะต้องมีความโปร่งใส และตกลงให้สามารถกำหนดมาตรการป้องกันได้หากเป็นการใช้ชื่อสามัญ

นอกจากนี้ สำหรับเรื่องยาและเภสัชกรรม ซึ่งจะต้องกำหนดนโยบายที่สร้างความสมดุลระหว่างการสนับสนุนให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่และการเข้าถึงยาสามัญ ตลอดจนระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันของประเทศภาคี ประเทศภาคีตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันในความตกลง TRIPS Agreement on Public Health และยืนยันว่า ประเทศ ภาคีสามารถสงวนสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อปกป้องสาธารณสุขของประเทศ รวมถึงกรณีโรคระบาด อาทิ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สำหรับลิขสิทธิ์ ได้ตกลงที่จะคุ้มครองงานสิ่งประดิษฐ์ การแสดง สิ่งบันทึกเสียง บทเพลง ภาพยนตร์ หนังสือและซอฟท์แวร์ รวมถึงการกำหนดมาตรการคุ้มครองเทคโนโลยีและข้อมูลการบริหารจัดการสิทธิที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม รวมถึงในระบบดิจิตอล จะต้องจัดตั้ง copyright safe harbor ให้กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ท (ISPs) แต่ไม่อาจใช้เป็นเงื่อนไขบังคับให้ ISPs ดำเนินการตรวจสอบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในเครือข่ายของตนได้

ประเทศภาคีตกลงที่จะบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมถึง การใช้วิธีพิจารณาความแพ่ง การใช้บทเฉพาะกาล มาตรการ ณ จุดผ่านแดน วิธีพิจารณาความอาญา และการลงโทษต่อการปลอมแปลงเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการละเมิดลิขสิทธิ์หรือทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบอื่น ตลอดจนกำหนดกฎหมายที่ป้องกันการขโมยความลับทางการค้า โดยกำหนดให้มีโทษทางอาญา และให้ครอบคลุมถึงกรณี cyber theft และการแอบถ่ายในโรงภาพยนตร์
แรงงาน (Labor)
ประเทศภาคีทั้งหมดเป็นภาคีของ International Labor Organization (ILO) อยู่แล้ว และให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน ประเทศภาคีตกลงที่บังคับใช้กฎหมายแรงงานและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงานที่สอดคล้องกับ ILO 1998 Declaration ได้แก่ เสรีภาพในการรวมกลุ่มจัดตั้งสหภาพ และสิทธิในการเจรจาต่อรอง กำจัดการใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็ก ห้ามเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน รวมทั้งการกำหนดกฎหมายกำกับดูแลค่าแรงขั้นต่ำ ชั่วโมงการทำงาน และสุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งจะต้องครอบคลุมถึง export processing zones กฎหมายแรงงานจะต้องไม่ได้รับการผ่อนคลายเพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุน และจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ประเทศภาคีตกลงที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ที่ผลิตหรือใช้วัตถุดิบที่ผลิตโดยแรงงานบังคับหรือแรงงานเด็ก การฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานจะต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม โปร่งใสและได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม จะต้องมีกลไกให้สาธารณชนสามารถมีส่วนร่วมในการให้ความคิดเห็นในกระบวนการร่างกฎหมายแรงงาน

ข้อบทนี้อยู่ภายใต้กลไกระงับข้อพิพาท เพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ความตกลงฯ ได้จัดตั้ง Labor Dialogue ที่ประเทศภาคีสามารถใช้เป็นช่องทางในการหารือระหว่างกันในกรณีที่เกิดปัญหา นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้งกลไกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นแรงงาน และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความคิดเห็นถึงกิจกรรมความร่วมมือที่เหมาะสม
สิ่งแวดล้อม (Environment)
ประเทศภาคีตกลงที่จะบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และจะไม่ผ่อนคลายกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อดึงดูดการค้าหรือการลงทุน ตกลงที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้ CITES และกำหนดมาตรการที่จะป้องกันและป้องปรามการค้าพันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชในท้องถิ่นอย่างผิดกฎหมาย ประเทศภาคีตกลงที่จะส่งเสริมการบริหารจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ปกปักอนุรักษ์พันธุ์สัตว์และพันธุ์พืชในท้องถิ่นที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ รวมถึงมาตรการอนุรักษ์เขตนิเวศวิทยาพิเศษ อาทิ ป่าชายเลน ประเทศภาคีตกลงที่จะใช้การบริหารจัดการการประมงอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำที่สำคัญ อาทิ ปลาฉลาม แก้ไขปัญหาการประมง IUU ประเทศภาคีตกลงที่จะเพิ่มความโปร่งใสในระบบให้การอุดหนุน เพื่อพยายามยกเลิกนโยบายการอุดหนุนที่จะนำไปสู่การประมงที่มากเกินไป (overfishing)

ประเทศภาคีตกลงที่จะป้องกันสิ่งแวดล้อมทางทะเลจากมลพิษจากเรือและป้องกันชั้นบรรยากาศโอโซนจากมลพิษต่างๆ ตลอดจน ยืนยันที่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันของ multilateral environmental agreement (MEAs) ที่เป็นภาคีอยู่ ตกลงที่จะมีกระบวนการออกกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและการบังคับใช้ด้วยความโปร่งใส ตลอดจนเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้แสดงความคิดเห็น ความตกลงฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ Environmental Committee เพื่อกำกับดูแลการบังคับใช้ความตกลงฯ ข้อบทนี้อยู่ภายใต้กลไกระงับข้อพิพาท ประเทศภาคีตกลงที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เป็นความสนใจร่วมกัน หรือส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม รวมถึงการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจที่สร้างมลพิษต่ำ
ความร่วมมือและการเสริมสร้างศักยภาพ (Cooperation and Capacity Building)
ประเทศภาคีมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันค่อนข้างมากและตระหนักเป็นอย่างดีถึงความท้าทายของบางประเทศในการปฏิบัติตามข้อผูกพันภายใต้ความตกลงฯ และการใช้ประโยชน์จากความตกลงฯ ให้ได้มากที่สุด ความตกลงฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ Cooperation and Capacity Building Committee เพื่อพิจารณากิจกรรมความร่วมมือและการเสริมสร้างศักยภาพระหว่างประเทศภาคี กิจกรรมทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาตกลงร่วมกันและพิจารณาตามทรัพยากรทั้งด้านบุคคลและงบประมาณที่มีอยู่ คณะกรรมการจะช่วยอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความช่วยเหลือที่เกี่ยวข้อง
ขีดความสามารถในการแข่งขันและการอำนวยความสะดวกต่อการประกอบธุรกิจ (Competitiveness and Business Facilitation)
สาระสำคัญได้แก่ การกำหนดกลไกประเมินผลกระทบของความตกลงฯ ต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละประเทศภาคี ผ่านการหารือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคสังคม โดยมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาคเป็นสำคัญ เพื่อประเมินความคืบหน้า หาประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆ และแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ ความตกลงฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ Competitiveness and Business Facilitation Committee ซึ่งจะพบหารืออย่างสม่ำเสมอเพื่อประเมินผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งแต่ละประเทศและของภูมิภาคในภาพรวม คณะกรรมการจะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียถึงแนวทางที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเพิ่มบทบาทของ SMEs ในห่วงโซ่อุปทานภายในภูมิภาค
การพัฒนา (Development)
สาระสำคัญประกอบด้วย 3 ส่วนซึ่งจะเป็นการดำเนินการในลักษณะความร่วมมือภายหลังจากที่ความ ตกลงฯ มีผลบังคับใช้ในแต่ละประเทศภาคี ได้แก่ (1) การขยายตัวเศรษฐกิจในภาพรวม ได้แก่ การพัฒนาอย่างยั่งยืน การลดความยากจน การส่งเสริมธุรกิจขนาดย่อม (2) ส่งเสริมบทบาทของสตรีในระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ สนับสนุนการเสริมสร้างศักยภาพและทักษะ ขยายช่องทางการเข้าสู่ตลาด หาช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายผู้นำทางธุรกิจ และจัดทำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงาน ทั้งหมดสำหรับกลุ่มสตรีโดยเฉพาะ และ (3) การศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษาวิจัย และนวัตกรรม ความตกลงฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ TPP Development Committee ซึ่งจะพบหารืออย่างสม่ำเสมอเพื่อพิจารณาสนับสนุนความร่วมมือของการดำเนินการระหว่างกลุ่มภาคีตามแนวทางข้างต้นหรือตามแนวทางอื่นที่เหมาะสมในอนาคต
ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Sized Enterprises)
ประเทศภาคีตกลงที่จะจัดทำเว็ปไซท์ที่เข้าใจง่ายสำหรับ SMEs โดยเฉพาะเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อความตกลงฯ ทั้งในภาพรวมโดยมุ่งเน้นถึงสิทธิประโยชน์ที่ SMEs จะได้รับจากความตกลงฯ และขั้นตอนการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง โดยรวมถึง กฎระเบียบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ข้อกำหนดเรื่องการลงทุนจากต่างชาติ ขั้นตอนการจดทะเบียนธุรกิจ ระเบียบเรื่องแรงงานและการจ้างงาน และข้อมูลด้านภาษี ความตกลงฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ SMEs Committee ซึ่งจะพบหารืออย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามและประเมินผลกระทบจากการบังคับใช้ความตกลงฯ ต่อ SMEs พิจารณาแนวทางที่จะขยายสิทธิประโยชน์ให้กับ SMEs และกำกับดูแลกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของ SMEs ผ่านการให้คำปรึกษาการส่งออก การให้ความช่วยเหลือ การฝึกอบรมธุรกิจ SMEs การแลกเปลี่ยนข้อมูล การหาแหล่งเงินทุน และกิจกรรมอื่นๆ
ความสอดคล้องของกฎระเบียบ (Regulatory Coherence)
สาระสำคัญได้แก่ การสนับสนุนความโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และความร่วมมือกันระหว่างประเทศภาคีเพื่อให้มีการกำหนดกฎระเบียบด้านการค้าอย่างสอดคล้อง ความตกลงฯ กำหนดกลไกการหารือระหว่างกลุ่มภาคีอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการใช้กระบวนการออกกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐานสากล ได้แก่ การประเมินผลกระทบของกฎระเบียบที่จะบังคับใช้ การให้เหตุผลความจำเป็นของการกำหนดกฎระเบียบดังกล่าวต่อสาธารณะ การมีส่วนร่วมให้ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ความตกลงฯ กำหนดให้กฎระเบียบจะต้องมีความชัดเจน และรัดกุม ตลอดจนจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะผ่านระบบออนไลน์หากเป็นไปได้ จะต้องมีกลไกทบทวนกฎระเบียบที่มีอยู่เป็นระยะว่ายังมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ความจำเป็นอยู่หรือไม่ ความตกลงฯ สนับสนุนให้ประเทศภาคีจัดทำแผนการออกกฎระเบียบประจำปีและเผยแพร่สู่สาธารณะ นอกจากนี้ ความตกลงฯ ได้จัดตั้งคณะกรรมการ Regulatory Coherence Committee เพื่อพิจารณาทบทวนการบังคับใช้ความตกลงฯ รายงานความคืบหน้า และแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด และพิจารณาถึงความร่วมมือในด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอนาคต
ความโปร่งใสและการต่อต้านการคอร์รัปชั่น (Transparency and Anti-Corruption)
สาระสำคัญได้แก่ การเพิ่มความเข้มแข็งของหลักธรรมาภิบาลการดำเนินธุรกิจในประเทศภาคี และการแก้ไขปัญการทุจริตติดสินบนและคอร์รัปชั่นในระบบเศรษฐกิจ ประเทศภาคีตกลงที่จะกำหนดให้กระบวนการออกกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนทั้งหมดเป็นไปด้วยความโปร่งใสและเปิดเผยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยควรมีขั้นตอนเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประเทศภาคีตกลงที่จะบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการคอร์รัปชั่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ ความตกลงฯ กำหนดให้ประเทศภาคีส่งเสริมและรักษาคุณธรรมและจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ กำหนดมาตรการเพื่อบริหารจัดการการขัดกันของผลประโยชน์ การเพิ่มการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ส่งเสริมนโยบายการไม่รับของขวัญของกำนัล สนับสนุนให้ช่วยกันสอดส่องดูแลไม่ให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐฉ้อราษฎร์บังหลวง และกำหนดบทลงโทษอย่างเหมาะสมเป็นเยี่ยงอย่าง ในภาคผนวกของ ข้อบท ประเทศภาคีตกลงส่งเสริมความโปร่งใสและเป็นธรรมในเรื่องหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบัญชียาหลักและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องสินค้าเภสัชกรรมและอุปกรณ์การแพทย์ โดยให้ยกเว้นจากกลไกระงับข้อพิพาท
การบริหารจัดการและสถาบัน (Administrative and Institutional Provision)
สาระสำคัญได้แก่ การจัดตั้งคณะกรรมการ Trans-Pacific Partnership Committee ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการค้าของทุกประเทศภาคี เพื่อติดตามประเมินผลการบังคับใช้ความตกลงฯ อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนพิจารณากำหนดแนวทางใหม่ๆ ให้กับความตกลงฯ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศภาคีจะต้องกำหนดหน่วยงานหลัก (contact point) เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการติดต่อประสานงานภายหลังจากความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ และจัดตั้งกลไกสำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีระยะการเปลี่ยนผ่านที่ล่าช้าออกไปให้สามารถรายงานแผนการดำเนินงาน และความคืบหน้าของการบังคับใช้ความตกลงฯ ในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการบังคับใช้ความตกลงฯ
การระงับข้อพิพาท (Dispute Settlement)
สาระสำคัญได้แก่ การกำหนดกฎระเบียบเอื้อให้ประเทศภาคีสามารถดำเนินกลไกระงับข้อพิพาทระหว่างกันในด้านการบังคับใช้ความตกลงฯ ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านความร่วมมือและการหารือระหว่างกัน หรือการใช้กลไกระงับข้อพิพาทรูปแบบอื่นๆ ที่เหมาะสม หากยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ ประเทศภาคีตกลงที่จะใช้กลไกระงับข้อพิพาทผ่านคณะผู้พิจารณา (panel) ที่เป็นธรรม ซึ่งจะบังคับใช้กับทุกข้อบทภายใต้ความตกลงฯ ยกเว้นที่ได้ระบุไว้เป็นอื่น ประเทศภาคีจะต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทต่อสาธารณะเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถติดตามความคืบหน้าของกระบวนการได้ การดำเนินการไต่สวนข้อพิพาทจะต้องเปิดต่อสาธารณะ ยกเว้นทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันไว้เป็นอื่น ผลการพิจารณาของคณะผู้พิจารณาจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ และคณะผู้พิจารณาจะต้องพิจารณารับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรจากองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐในเขตอาณาของประเทศที่มีข้อพิพาท

ในกรณีที่การหารือระหว่างไม่สามารถหาข้อยุติได้ ประเทศภาคีสามารถร้องขอให้มีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา ซึ่งจะต้องจัดตั้งภายใน 60 วันหลังจากได้รับการร้องขอการหารือเพื่อระงับข้อพิพาท หรือภายใน 30 วันหากข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับสินค้าเน่าเสียง่าย คณะผู้พิจารณาจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระในด้านการค้าระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทจำนวน 3 ท่าน ซึ่งจะต้องจัดทำและส่งรายงานประเมินเบื้องต้นให้กับประเทศคู่กรณีภายใน 150 วันภายหลังจากการแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาคนสุดท้าย และภายใน 120 วันในกรณีเร่งด่วน เช่นสินค้าเน่าเสียง่าย ซึ่งจะถือเป็นความลับเพื่อให้ประเทศคู่กรณีทั้งสองสามารถยื่นคำชี้แจงแก้ต่างต่อรายงานเบื้องต้นได้ คณะผู้พิจารณาจะต้องรายงานผลการตัดสินภายใน 30 วันหลังจากการส่งรายงานเบื้องต้น และจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะภายใน 15 วันหลังจากแล้วเสร็จเพื่อให้เกิดการบังคับใช้ในระดับสูงสุด ความตกลงฯ อนุญาตให้ประเทศภาคีสามารถกำหนดมาตรการ ตอบโต้ทางการค้า อาทิ ยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ หากประเทศภาคีคู่กรณีดึงดันไม่ปฏิบัติตามผลการตัดสินของคณะผู้พิจารณา โดยก่อนการบังคับใช้มาตรการตอบโต้ดังกล่าว ประเทศภาคีคู่กรณีสามารถเจรจาต่อรองหรือตัดสินชี้ขาดถึงระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการตอบโต้ได้
ข้อยกเว้น (Exceptions)
สาระสำคัญได้แก่ การกำหนดให้รัฐบาลของแต่ละประเทศภาคีมีความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ ทั้งด้านความมั่นคงและสวัสดิการสังคม ซึ่งสอดคล้องกับข้อยกเว้นทั่วไปใน Article XX ของความตกลง GATT โดยประเทศภาคีจะยังคงสามารถกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน ปกป้องชีวิตและสุขภาพของคน สัตว์และพืชในประเทศ คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ และมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ข้อบทนี้จะสอดคล้องกับข้อยกเว้นทั่วไปใน Article XIV ของความตกลง GATS ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการค้าธุรกิจบริการ ความตกลงฯ กำหนดให้ประเทศภาคีสามารถประเมินใช้ข้อยกเว้นโดยตนเอง (self-judging exception) ซึ่งอนุญาตให้ประเทศภาคีสามารถกำหนดมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะระบุถึงสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมที่ประเทศภาคีสามารถกำหนดมาตรการป้องกันชั่วคราว เช่นการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุนหรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน เพื่อสงวนสิทธิให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการฐานะการคลังของประเทศ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ประเทศภาคีสามารถที่จะสงวนสิทธิในการให้ข้อมูลต่างๆ ภายใต้ความตกลงฯ หากขัดต่อกฎหมายหรือจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธุรกิจภายในประเทศ นอกจากนี้ ประเทศภาคีมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ใช้กลไกระงับข้อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมยาสูบ
บทสรุป (Final Provision)
สาระสำคัญได้แก่ การกำหนดขั้นตอนการบังคับใช้ความตกลงฯ ภายหลังจากการลงนาม การปรับแก้ความตกลงฯ ซึ่งสามารถกระทำได้ หากทุกประเทศภาคีได้ตกลงร่วมกันและได้ปรับแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ รวมทั้งแจ้งหน่วยงานศูนย์กลางอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร การกำหนดขั้นตอนสำหรับประเทศอื่นๆ ที่ต้องการจะเข้าร่วมเป็นภาคีเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกเอเปค หรือประเทศอื่นๆ ที่ประเทศภาคีเดิมเห็นชอบสามารถขอเข้าร่วมได้ การกำหนดขั้นตอนการถอนตัวจากการเป็นภาคี ตลอดจนกำหนดหน่วยงานที่จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับผิดชอบการบริหารจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความตกลงฯ ข้างต้น
ในตลาดสหรัฐฯ
Trans-Pacific Partnership ปัจจุบัน ตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่ส าคัญล าดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 11 ของการส่งออกทั้งหมด โดยในปี 2557 มูลค่าการส่งออกของ ไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ในขณะที่การส่งออกของไทยโดยรวมหดตัวลงร้อยละ 0.4 ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 (มกราคม – สิงหาคม) มูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 ในขณะที่การส่งออกของไทยโดยรวมหดตัวลงร้อยละ 4.9 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้วินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่เชื่อมโยงกับการลงทุนหรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิต อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์พลาสติกซึ่งเวียดนามและมาเลเซียเป็นคู่แข่งที่ส าคัญ โดยในปี 2557 เวียดนามส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุดในกลุ่มอาเซียน น าหน้าไทยและมาเลเซียได้เป็นครั้งแรก และยังคงส่งออกไปสหรัฐฯ มากที่สุดในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2558 (มกราคม – สิงหาคม) โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 24,707 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ตามด้วยมาเลเซียที่22,280 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และไทยที่ 18,813 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
Trans-Pacific Partnership
ความตกลง TPP จะทำให้ไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในสหรัฐฯ ให้กับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะ เวียดนามและมาเลเซีย ทั้งทางตรงจากการที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการเข้าร่วมเป็นภาคี และทางอ้อมหากไม่สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของประเทศภาคี โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มาจากการลงทุน ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ เครื่องนุ่มห่ม รองเท้า ข้าว อาหารทะเลแปรรูป และกุ้ง
ในตลาด TPP อื่นๆ
ปัจจุบัน ไทยมีความตกลงเขตการค้าเสรีอยู่แล้วหรือกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับประเทศภาคีจำนวน 9 ประเทศ จึงเหลือเพียง สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกเท่านั้นที่ยังไม่มีความตกลงทางการค้ากับไทย โดยไทยส่งออกไปยังตลาด TPP ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของการส่งออกทั้งหมดของไทย (สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกรวมคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 12) และการลงทุนจากภาคี TPP คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 52) ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในไทย ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของความตกลงดังกล่าวต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางการค้าและการลงทุนของไทย

สินค้าบางประเภทที่จะสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน อาทิ ไก่แปรรูปในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญลำดับสองของไทยไปญี่ปุ่นเป็นมูลค่า 624 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 16) ในระยะเวลา 8 เดือนแรกของปี 2558 นอกจากนี้ ไทยอาจสูญเสียขีดความสามารถแข่งขันในสินค้าเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญลำดับที่ 4 ของไทยในตลาดสำคัญ เช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก อีกทั้งสหรัฐฯ ยังได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าดังกล่าวบางส่วนไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์
ภาวะการลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ (FDI)
Trans-Pacific Partnership
เปรียบเทียบการการลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ (FDI) ในอุตสาหกรรมสำคัญๆ ของไทยและมาเลเซีย (มูลค่าล้านเหรียญสหรัฐฯ)
Trans-Pacific Partnership
เปรียบเทียบการการลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ (FDI) ในภาคบริการของไทยและมาเลเซีย (มูลค่าล้านเหรียญสหรัฐฯ)
Trans-Pacific Partnership
การปรับลดภาษีระหว่างประเทศภาคี (Tariffs)
ปัจจุบัน ไทยมีความตกลงเขตการค้าเสรีอยู่แล้วหรือกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจากับประเทศภาคีจำนวน 9 ประเทศ จึงเหลือเพียง สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกเท่านั้นที่ยังไม่มีความตกลงทางการค้ากับไทย ทั้งนี้ ไทยส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (Principle Manufacturing Products) ไปยังตลาด TPP ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งหมดของไทย
Trans-Pacific Partnership
โครงสร้างสินค้าอุตสาหกรรมเป็นสินค้าที่มาจากการลงทุน ซึ่งปัจจุบัน ไทยถูกกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้น การปรับลดภาษีระหว่างประเทศภาคี TPP จะทำให้ไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันในการส่งออกสูงขึ้น ทั้งทางตรงจากการที่ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากการเข้าร่วมเป็นภาคี และทางอ้อมหากไม่สามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของประเทศภาคี
ความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative Advantage)
การลงทุนจากประเทศภาคี TPP คิดเป็นสัดส่วนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 52) ของการลงทุนจากต่างชาติทั้งหมดในไทย ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของความตกลงดังกล่าวต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางการค้าและการลงทุนของไทย

ในปี 2557 การลงทุนโดยตรง (FDI) ของสหรัฐฯ ในไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.4 ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวที่ดีกว่ามาเลเซียที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.8 อย่างไรก็ดี มูลค่าการลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ ในมาเลเซียยังคงสูงกว่าไทย 2,628 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้ การลงทุนโดยตรงของสหรัฐฯ ในเวียดนาม มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2548 แม้ว่ามูลค่าการลงทุนโดยตรงจะยังน้อยกว่าไทยและมาเลเซีย ดังนั้น ความตกลง TPP อาจทำให้ไทยสูญเสียความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ และทำให้การลงทุนในไทยมีความน่าดึงดูดน้อยลง เมื่อประเทศภาคี TPP ต่างหันไปลงทุนในกลุ่มภาคีเพิ่มขึ้นเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนต่างๆ ภายใต้ความตกลงฯ Trans-Pacific Partnership
กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin)
โครงสร้างสินค้าอุตสาหกรรมนอกจากจะเป็นสินค้าที่มาจากการลงทุนแล้ว ยังเป็นสินค้าขั้นกลาง (intermediate inputs) ด้วย ดังนั้น ประเทศภาคี TPP จะหันไปนำเข้าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตที่มาจากกลุ่มภาคีทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าในลักษณะ Yarn Forward (สินค้าต้องผลิตภายในกลุ่มภาคีตั้งแต่เส้นด้ายเป็นต้นไปจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์) ควบคู่กับการใช้มาตรการ Short Supply List (SSL) ซึ่งอนุญาตให้นำเข้าสินค้าวัตถุดิบในบัญชี SSL จากประเทศนอกกลุ่ม และได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกัน และอุตสาหกรรมรถยนต์ที่มีการกำหนดค่า Local Content ดังนั้น ความตกลง TPP อาจส่งผลให้การผลิตถูกเคลื่อนย้ายจากไทยไปยังประเทศภาคี TPP อื่น เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการยกเว้นภาษี
TPP Sector Highlights: สินค้าอุตสาหกรรม (รถยนต์และชิ้นส่วน)
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 11,935 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (39% ของมูลค่าการส่งออกสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนทั้งหมดของไทย)
Trans-Pacific Partnership
Trans-Pacific Partnership
TPP Sector Highlights: สินค้าอุตสาหกรรม (เครื่องใช้ไฟฟ้า)
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 11,391 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (48% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของไทย)
Trans-Pacific Partnership
Trans-Pacific Partnership
TPP Sector Highlights: สินค้าอุตสาหกรรม (อิเล็กทรอนิกส์)
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 13,989 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (42% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของไทย)
Trans-Pacific Partnership
Trans-Pacific Partnership
TPP Sector Highlights: สินค้าอุตสาหกรรม (เครื่องจักรกล)
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 2,818 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (10% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องจักรกลทั้งหมดของไทย)
Trans-Pacific Partnership
Trans-Pacific Partnership
ปศุสัตว์ (ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง แปรรูป)
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 1,127 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (49% ของมูลค่าการส่งออกสินค้า ปศุสัตว์ทั้งหมดของไทย)
ประเทศภาคี TPP ที่เป็นตลาดส่งออกที่ส าคัญของไทย (ล้านเหรียญสหรัฐฯ)
Trans-Pacific Partnership
สินค้าไก่แปรรูปในตลาดญี่ปุ่นเป็นสินค้าส่งออกส าคัญล าดับสองของไทยไปญี่ปุ่น โดยในปี 2557 คิดเป็นมูลค่า 1023 ล้านเหรียญฯ และส าหรับในระยะเวลา 8 เดือนแรกของปี 2558 มีมูลค่า 787 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2557

การส่งออกสินค้าไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง แปรรูปของสหรัฐฯ ไปประเทศภาคี TPP
  • ญี่ปุ่น ในปี 2557 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าสัตว์ปีกและไข่ (poultry and eggs products) ไปญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่ารวม 127 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นเรียกเก็บภาษีนาเข้าในอัตราที่สูงถึงร้อยละ 21.3 ทั้งนี้ภายใต้ความตกลง TPP ญี่ปุ่นจะปรับลดภาษีเป็น 0 ส าหรับสินค้าสัตว์ปีก ไข่ และผลิตภัณฑ์จากไข่ ภายในระยะเวลา 6 – 13 ปี
  • มาเลเซีย ในปี 2557 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าสัตว์ปีก (poultry and poultry products) ไปมาเลเซียมูลค่า 12.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายใต้ความตกลง TPP มาเลเซียจะก าหนดโควตาภาษี (growing tariff-rate quotas) สาหรับสัตว์ปีกมีชีวิต (live chicks) เนื้อสัตว์ปีก (poultry meat) และไข่ (eggs) โดยมีภาษีในโควตา (in-tariff quota) เป็น 0
  • เวียดนาม ในปี 2557 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าสัตว์ปีก (poultry and poultry products) ไปเวียดนามมูลค่า 91.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยปัจจุบันมีอัตราภาษีน าเข้าสูงถึงร้อยละ 40 ซึ่งภายใต้ความตกลง TPP เวียดนามจะปรับลดภาษีเป็น 0 ภายในระยะเวลา 13 ปี ทั้งนี้ ภาษีน าเข้าส าหรับสินค้าไก่แช่เย็นแช่แข็ง (frozen chicken cuts and offal) จะถูกปรับลดเป็น 0 ภายใน 10 ปี
สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ประเทศภาคีได้รับ
    • นิวซีแลนด์และบรูไนจะปรับลดภาษีเป็น 0 ส าหรับสอนค้าสัตว์ปีกและไข่ (poultry and egg products) ทันทีที่ความตกลง TPP มีผลบังคับใช
    • แคนาดาจะก าหนดโควตาปลอดภาษีส าหรับกลุ่มประเทศภาคี (TPP-wide duty-free TRQs) ส าหรับสินค้า ไก่ ไก่งวง ไข่ ผลิตภัณฑ์ไข่ และไข้ฟัก (hatching eggs) และลูกไก่ (chicks) ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีน าเข้าสูงถึงร้อยละ 138 ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา 6 ปี โควตา (TRQs) ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 23,500 ตัน ส าหรับไก่ 3,500 ตัน ส าหรับไก่งวง 16.7 ล้านโหลส าหรับไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่ และ 1 ล้านโหลส าหรับไข่ฟักและลูกไก่ และภายหลัง 6 ปี โควตาดังกล่าวจะปรับเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 1 ต่อปี เป็นระยะเวลาต่อไปอีก 13 ปี
    • สหรัฐฯ จะปรับลดภาษเป็น 0 ส าหรับสินค้าสัตว์ปีก (poultry and poultry products) ภายในระยะเวลา 10 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีน าเข้าสูงถึง 0.088 เหรียญสหรัฐฯ ต่อกิโลกรัม หรือประมาณร้อยละ 18.6 ที่เรียกเก็บตามอัตราส่วนร้อยละของมูลค่าสินค้าที่น าเข้า (ad valorem tariff)
Trans-Pacific Partnership
สินค้าประมง และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557
  • สินค้าประมง มูลค่า 1,299 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (61% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงทั้งหมดของไทย)
  • สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปมูลค่า 2,482 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (58% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูปทั้งหมดของไทย)
Trans-Pacific Partnership สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ประเทศภาคีได้รับ
  • ร้อยละ 66 ของสินค้าปลาและอาหารทะเล (fish and seafood) ของญี่ปุ่นจะทีอัตราภาษีน าเข้าเป็น 0 ทันทีที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ โดยจะปรับลดภาษีเป็น 0 ส าหรับสินค้าที่เหลือภายในระยะเวลา 15 ปี
  • ร้อยละ 83 ของสินค้าปลาและอาหารทะเล (fish and seafood) ของเวียดนามจะทีอัตราภาษีน าเข้าเป็น 0 ทันทีที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้โดยจะปรับลดภาษีเป็น 0 ส าหรับสินค้าที่เหลือภายในระยะเวลา 10 ปี
Trans-Pacific Partnership
น้ำตาล
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 727 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (26% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าน้ำตาลทั้งหมดของไทย)
สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ประเทศภาคีได้รับ
  • ญี่ปุ่น กำหนดโควตาปลอดภาษี (duty-free, TPP wide-quota) สำหรับสินค้าน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว (raw and refined sugar) ในปริมาณ 500 ตัน สำหรับประเทศภาคีตามการใช้งาน (end-use requirement) ทันทีที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้
  • มาเลเซีย ปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับสินค้าน้ำตาลและผลิตภัณฑ์น้ำตาล (sugar and sugar products) ทันทีที่
  • บรูไน ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้
  • เวียดนาม ปรับลดภาษีในโควตา (in-quota tariff) เป็น 0 สำหรับสินค้าน้ำตาลทรายดิบและน้ำตาลทรายขาว ซึ่ง ปัจจุบันมีอัตราสูงถึงร้อยละ 40 ภายใต้ TRQ ตามองค์การการค้าโลก (WTO) ภายใน 11 ปี - ปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำตาลภายในระยะเวลา 11 ปี หรือ น้อยกว่า ซึ่ง ปัจจุบันมีอัตราสูงถึงร้อยละ 35
  • นิวซีแลนด์ ปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับสินค้าน้ำตาลทั้งหมดและสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเกือบทั้งหมดทันทีที่ความตกลงฯ มีผลบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราร้อยละ 5 ทั้งนี้ สินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำตาลที่เหลือจะถูกปรับลดภาษีเป็น 0 ภายในระยะเวลา 5 ปี
  • สหรัฐฯ กำหนดโควตาสำหรับสินค้าน้ำตาลและสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มในปริมาณ 86,300 ตัน ให้แก่ -- ออสเตรเลีย แคนาดา เวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น โดย TRQ ของประเทศดังกล่าวจะได้รับการจัดสรร เพิ่มในปีที่กระทรวงเกษตรสหรัฐฯ พิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำตาลเพิ่ม - ปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับสินค้าน้ำตาลจากนิวซีแลนด์และบรูไน - ปรับภาษีเป็น 0 สำหรับสินค้าที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเกือบทั้งหมดจากบรูไน ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย และ นิวซีแลนด์
Trans-Pacific Partnership
ข้าว
มูลค่าการส่งออกของไทยไปยังประเทศภาคี TPP ในปี 2557 1,160 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (21% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าข้าวทั้งหมดของไทย)
Trans-Pacific Partnership
สิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ประเทศภาคีได้รับ
  • ญี่ปุ่น กำหนดโควตาปลอดภาษีเป็นรายประเทศ (duty-free country-specific quota) สำหรับประเทศภาคี โดยสหรัฐฯ จะได้รับจัดสรรโควตาข้าวทันทีในปริมาณ 50,000 ตัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 70,000 ตัน ภายใน 13 ปี ในขณะที่ออสเตรเลียจะได้รับจัดสรรโควตาข้าวทันทีในปริมาณ 6,000 ตัน และจะเพิ่มขึ้น เป็น 8,400 ตัน ภายใน 12 ปี - ปรับปรุงกระบวนการ ข้อกำหนดด้านเทคนิค และข้อมูลที่เผยแพร่ ในการประมูลและจัดซื้อข้าว (tendering process for rice) เพื่อให้มีความโปร่งใสยิ่งขึ้น รวมถึงเกณฑ์การคัดเลือกผู้มีสิทธิ (eligibility criteria to participate in tenders) เพื่อขยายโอกาสในการนำเข้า นอกจากนี้ ญี่ปุ่นจะเพิ่มรอบในการยื่นประมูลเป็น 6 ครั้ง ต่อปี
  • เวียดนาม ปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับข้าวทันทีที่ความตกลงมีผลบังคับใช้ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราภาษีนำเข้าสูงถึงร้อยละ 40 และปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว (rice products) ภายใน 8 ปี โดยปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 34
  • สหรัฐฯ ปรับลดภาษีเป็น 0 สำหรับผลิตภัณฑ์ข้าว (rice products) ภายใน 10 ปี ซึ่งปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 11.2
Trans-Pacific Partnership
Trans-Pacific Partnership
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญจากความตกลงฯ
US Agriculture การเปิดตลาดสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสินค้าสัตว์ปีก ถั่วเหลืองและผลไม้ การเปิดตลาดผลิตภัณฑ์นมของญี่ปุ่นและแคนาดา ตลอดจนการส่งออกเมล็ดพันธุ์พืช (grains) ซึ่งคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวร้อยละ 11
Large Manufacturers การปรับลดภาษีนำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีอัตราสูงถึงร้อยละ 59 สำหรับเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่บริษัทโบอิ้ง ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกรายใหญ่ที่สุด
Technology การเปิดตลาดสินค้าเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราสูงถึงร้อยละ 35 ส่งผลให้การส่งออกสินค้าดังกล่าวของสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในของสหรัฐฯ
Pharmaceuticals ระยะเวลาการผูกขาดข้อมูลยาชีวภาพเพียง 5-8 ปีซึ่งต่ำกว่าที่กฎหมายสหรัฐฯ ได้กำหนดไว้ที่ 12 ปี
Tobacco ความตกลงฯ เป็นฉบับแรกของโลกที่ห้ามภาคเอกชนในอุตสาหกรรมยาสูบยื่นฟ้องภาครัฐผ่านกลไก ISDS กรณีการกำหนดนโยบายหรือมาตรการกำกับดูแลการบริโภคยาสูบ
Currency Manipulation ความตกลงฯ ไม่ครอบคลุมถึงเรื่องป้องกันการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนสหรัฐฯ หลายฝ่ายผลักดันในอยู่ในความตกลงฯ